ความสุขจากการให้อภัย

http://www.watmetta.nl/wp-content/uploads/2011/08/Wai-94x150.jpg

ความสุขจากการให้อภัย “ผู้ที่อ่อนแอไม่สามารถให้อภัยใครได้เพราะการให้อภัยได้นั้นนับเป็นความเข้มแข็งแท้จริง” มหาตมะคานธี หากคุณให้ความรักความไว้วางใจ ช่วยเหลือใครสักคน แต่ภายหลังเขากลับไปคบคิดกับคนอื่นให้ร้ายคุณพูดถึงคุณในทางที่เสียหาย จนคุณต้องได้รับความอับอาย คุณจะให้อภัยเขาคนนั้นได้ไหม ๑. ให้อภัยได้ถ้าคนนั้นได้รับโทษอย่าสาสมเสียก่อน ๒. ให้อภัยได้ เพราะเป็นสิ่งดีที่จะให้อภัยดังเช่นที่พ่อแม่ หรือศาสนาสั่งสอนมา ๓. ให้อภัยได้เพราะจะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ๔. ให้อภัยได้เพราะเป็นการแสดงออกของความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ท่านผู้อ่านจะเลือกข้อใดที่ตรงใจท่านมากที่สุด ผมได้ลองถามนักศึกษาแพทย์ปี๕ ที่เรียนวิชาจิตเวชศาสตร์อยู่รวม ๓๓ คนคำตอบที่ได้จากลูกศิษย์แพทย์กลุ่มนี้น่าสนใจทีเดียวครับมีตอบข้อหนึ่งอยู่ ๑๓ คนตอบข้อสองอยู่ ๑๒ คน ตอบข้อสามอยู่ ๕ คน และตอบข้อสี่อีก ๓ คนที่กล่าวมานี้คงไม่ถึงกับเป็นโพลสำรวจนะครับ เพียงอยากจะให้เห็นว่าคนเราแต่ละคนมีมุมมองในเรื่องการให้อภัยที่แตกต่างกันมาก มนุษย์มีแนวโน้มในจิตใจแต่กำเนิดที่จะโต้ตอบทางลบมากขึ้นต่อคนที่แสดงออกทางลบต่อเราธรรมชาตินี้เองเป็นที่มาของการแก้แค้นกันและตอบโต้กันจนไม่รู้จบสิ้นสิ่งนี้เกิดจากอะไร นอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นมีพฤติกรรมการแก้แค้นเช่นมนุษย์หรือไม่จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบปรากฏการณ์ของการแก้แค้นเกิดขึ้นได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงบางชนิดด้วย เช่น ลิงชิมแปนซีและพบต่ออีกว่า เมื่อการแก้แค้นเกิดขึ้นการกระทำนั้นมักจะมีความรุนแรงมากกว่าที่ถูกกระทำในตอนแรกจึงมีแนวโน้มให้เกิดวงจรการล้างแค้น ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆซึ่งเราพบเห็นตัวอย่างการโต้ตอบที่รุนแรงมากมายในสงครามและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติการให้อภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยตัดและลดทอนการแก้แค้นซึ่งมีแต่จะเพิ่มความสูญเสียทั้งสองฝ่าย พัฒนาการ ของการให้อภัยผู้อื่นเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางจิตใจด้วย พบว่า คนเราสามารถให้อภัยได้มากขึ้นตามอายุคือคนในวัยสูงอายุจะให้อภัยผู้อื่นได้ง่ายกว่าคนในวัยผู้ใหญ่และมากกว่าคนในวัยรุ่นซึ่งน่าจะสะท้อนถึงโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปในคนที่ผ่านชีวิตมานานกว่า มีความเข้าใจเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นนอกจากนี้พัฒนาการของการให้อภัยยังมีลักษณะที่เป็นลำดับขั้นเหมือนที่มนุษย์เรามีพัฒนาการทางร่างกายจากคลานเป็นนั่ง จนถึงการยืนและเดินตามลำดับ คือใน ขั้นต้นการให้อภัยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ที่กระทำผิดได้รับการล้างแค้นหรือการลงโทษอย่างสาสมเสียก่อนขั้นกลาง คือ การให้อภัย เป็นสิ่งควรทำเนื่องจากเป็นสิ่งที่สังคมและคำสั่งสอนของพ่อแม่หรือศาสนาสอนไว้ ในขั้นสูงคือการให้อภัยควรทำเพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคมและในขั้นสูงสุดคือเป็นการแสดงออกของความรักที่ไม่มีเงื่อนไข( Unconditional love ) ความจริงแล้วการให้อภัยกลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ให้อภัยเองเพราะการให้อภัยคือการปลดปล่อยตนเองจากซากอดีตที่เจ็บปวดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ดังที่ คอร์รี่ เทน บูม ( Corrie ten Boom ) ผู้ช่วยเหลือชาวยิวจากค่ายกักกันของนาซีได้กล่าวว่า “ การให้อภัยคือการปลดปล่อยนักโทษ และนักโทษผู้นั้นก็คือคุณนั่นเอง ”และจากประสบการณ์ตรงของเธอเองที่ได้บันทึกไว้ว่า “ ในท่ามกลางเหยื่อที่ถูกนาซีทำทารุณกรรมนั้นผู้ที่สามารถสร้างชีวิตใหม่ได้ดีและสามารถดำรงชีวิตที่เป็นสุขได้คือผู้ที่สามารถให้อภัยต่อความเลวร้ายเหล่านั้น ” ผลดีอีกประการคือผู้ที่มักให้อภัยผู้อื่นได้ง่ายจะมีความเป็นปฏิปักษ์น้อยไม่หลงตัวเอง ไม่ชอบครุ่นคิดวนเวียน เป็นคนที่มีนิสัยพูดง่าย ไม่เรื่องมากทำให้กังวลและซึมเศร้าน้อยกว่า ป่วยเป็นโรคประสาทน้อยกว่ามีลักษณะที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากกว่าการให้อภัยจึงเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันโรคทางจิตเพิ่มสุขภาพจิตที่ดีสำหรับตัวผู้ให้อภัยนั้นเองผมจึงอยากชวนท่านผู้อ่านได้ทบทวนไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งและตั้งใจอย่างแน่วแน่เพื่อที่จะช่วยกันปลดปล่อยความเคืองแค้นที่ยังฝังใจเพื่อให้จิตใจได้รับอิสรภาพและเกิดความสุขสงบทางใจ การที่จะให้อภัยแก่บุคคลผู้ที่เคยทำให้เราเจ็บปวดแม่ชีเทเรซ่าสอนว่า “เพื่อที่จะให้อภัยใครบางคนที่ทำให้เราปวดร้าวเพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่กับผู้ที่เคยทำให้เราผิดหวังเพื่อที่จะคงความเสียสละไว้แม้เคยถูกหลอกลวง …

Posted in มุมธรรมะ , จิปาถะ ทั่วไป | Comments Off

ใบไม้ในกำมือ

http://www.watmetta.nl/wp-content/uploads/2011/08/leaves-in-hand.jpg

เป็น หลักธรรมที่นำมาจากบาลีพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฏก ผู้อ่านจะได้ทั้งความเพลิดเพลินในทั้งเนื้อหาสาระ และได้หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตรงประเด็น ตลอดถึงสามารถเป็นคำตอบที่จะแก้ความสงสัย ที่เป็นปัญหาตรงกับใจของคนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า พระ พุทธองค์ทรงตรัสอธิบายว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งทราบด้วยพระปัญญาอันยิ่งนั้น มีมากกว่าธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ เปรียบดังใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้น มีมากกว่าในฝ่าพระหัตถ์ แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ทรงแสดงธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งเปรียบดังใบประดู่ลายบนต้นนั่นก็เพราะธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบ ระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน ๑.ศีล สมาธิ ปัญญา “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีพ และหาชีพมิได้ เป็นต้นว่า พฤกษาลดาวัลย์ มหาสิงขร และสัตว์จตุบททวิบาท นานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจย่อมอยู่สบาย มีความปลอดโปร่ง เหมือนเรือนที่มีบุคคลปัดกวาด เช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ คือ ความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้นเป็นพื้นฐาน เป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ เหมือนเรือนที่มีฝาผนัง มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย มีหลังคาสำหรับป้องกันลม แดด และฝน ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ฝนตกก็ไม่เปียก แดดออกก็ไม่ร้อนฉันใด บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิดีก็ฉันนั้น ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวาย เมื่อ ลม แดด และฝน กล่าวคือ โลกธรรม แผดเผากระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า สมาธิอย่างนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันย่ำยีและเชือดเฉือนกิเลสอาสวะ …

Posted in มุมธรรมะ | Comments Off

ศีล

http://www.watmetta.nl/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif

ศีล เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นที่มนุษย์ ควรยืดถือปฏิบัติเป็นนิจ ศีลห้า เป็นศีลของมนุษย์ ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์จะต้องมีศีลห้าบริบูรณ์ ศีลห้าจึงเป็นศีลของมนุษย์  ศีล คือทางมาแห่งรูปสมบัติ ศีล หมายถึง ปกติ(๑),ความตั้งใจที่จะงดเว้นจากความชั่ว ความทุจริต และสิ่งไม่ดีทุกประการ(๒) ดังที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคว่า ศีล คือ เจตนา ความตั้งใจ ที่จะงดเว้นจากกายทุจริต ๓ (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม)และวจีทุจริต ๔ (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ) ศีล เป็นบ่อเกิดแห่งความสงบ ความดีงาม เนื่องจากศีลเป็นคุณธรรมที่ช่วยรักษากาย วาจา ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การรักษาศีลให้บริสุทธิ์จะทำให้ใจสงบ ปลอดกังวล ช่วยให้บรรลุธรรมได้โดยง่าย

Posted in มุมธรรมะ | Comments Off